บทที่ 10 ผู้ชายคนนี้คือสามี ?
“ขอโทษนะคะ พวกคุณเป็นใครคะ แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความงุนงง
สีหน้าของทยุตดูตกใจทันทีเมื่อได้ยินคำถามจากปากของลูกสาว
“คุณหมอครับ ทำไมเธอถึงจำผมไม่ได้...” ทยุตเอ่ยถาม แพทย์หนุ่มที่กำลังเดินมาอยู่ข้างเตียงฝั่งตรงข้าม แล้วเปิดอ่านประวัติผู้ป่วยพร้อมกับปิดลง
“ผมคิดว่าอุบัติเหตุ ทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เลยทำให้ความทรงจำในอดีตหายไป แต่ยังไงผมจะตรวจเช็กสมองอีกครั้งเผื่อพบความผิดปกติ” แพทย์หนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงใจเย็น ซึ่งต่างจากทยุตที่ใจร้อนเป็นห่วงบุตรสาว ยังจำได้ว่าวันที่ได้รับโทรศัพท์จากทางโรงพยาบาลนั้นทำอะไรแทบไม่ถูกเลยทีเดียว นี่ก็เกือบสิบวันแล้วที่ ปิ่นกานต์หลับไปหลังอาการผ่าตัดเสร็จสิ้น แทบทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อแตกสลาย
“ครับ ขอบคุณครับ” ทยุตกล่าวขอบคุณพร้อมกับหันไปมองบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยสายตาที่เป็นห่วงเป็นใย ขณะที่แพทย์หนุ่มเดินผ่านพ้นประตูห้องออกไปแล้ว
ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะประกาศสละตำแหน่งประธานและให้ปิ่นกานต์ขึ้นแทน แต่เห็นทีว่าคงจะไม่ได้เสียแล้ว
หญิงสาวจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง คนสองคนตรงหน้าเป็นใครก็นึกไม่ออก เธอหันไปสบตามองชายวัยกลางคนตรงหน้าพร้อมกะพริบตาจ้องมองอยู่สักครู่หนึ่ง ทว่าในสมองนั้นมันกลับดูว่างเปล่าไม่มีความทรงจำใดๆ เหลืออยู่เลย แม้กระทั่งสาเหตุที่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ นั่นสิ! เธอไปโดนอะไรมาถึงเกือบจะเป็นมัมมี่ทั้งตัวแบบนี้นี่!
“ปิ่น เป็นยังไงบ้างลูก พ่อเป็นห่วงแทบแย่เลยนะ” ทยุตเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับเอื้อมมือลูบศีรษะบุตรสาว ปิ่นกานต์เองก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจสัมผัสนี้เลย ในทางตรงข้ามกลับรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
คนคนนี้คือพ่อ?
ฝ่ามือที่ปลอบโยนและอบอุ่นทำให้หญิงสาวยิ้มตอบรับด้วยความเต็มใจ แต่แล้วก็พยายามนึกถึงความทรงจำทั้งหมดของชายตรงหน้า ทว่าอาการปวดหัวศีรษะก็แทรกขึ้นมาทันที
เธอจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ทำไมกัน...??
“คุณหนูของนม” อีกเสียงพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วงเช่นเดียวกัน
“นี่นมผ่องเองนะคะ นมดูแลคุณหนูตั้งแต่เด็กๆ จำได้ไหมคะ?”
ทยุตและนมผ่องรอคำตอบแต่ดูเหมือนว่า...
“ขอโทษนะคะ คือหนูนึกอะไรไม่ออกเลย”
หญิงสาวยกมือขึ้นกุมศีรษะ
“ไม่เป็นไรหรอก พักผ่อนเถอะนะ” ทยุตยิ้มให้บุตรสาวอีกครั้งก่อนที่จะเอื้อมมือไปจับผ้าห่มจัดห่มให้บุตรสาว
“คุณหนู นมไปก่อนนะคะแล้วจะมาเยี่ยมคุณหนูอีก พักผ่อนเถอะค่ะ”
ทั้งสองคนเดินออกจากห้องไปเหลือเพียงแค่ปิ่นกานต์นอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง ทว่าในหัวก็ไม่หยุดที่จะคิดเพื่อนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับตัวเองใหม่อีกครั้งหนึ่ง
“โชคดีจริงๆ เลยนะคะ คุณแม่” เกตุมณีพูดขึ้นด้วยความดีใจ
“นั่นสินะ” พิมพ์ผกาพูดพร้อมกับยกมือที่สวมเครื่องเพชรอยู่ขึ้นมอง “แต่มันก็โชคดีไป น่าจะตายๆ ไปเลย เราสองแม่ลูกจะได้ทรัพย์สมบัติ
ของตาแก่นั่นหมด”
“นั่นสินะคะ” เกตุมณีเอ่ยขึ้นพร้อมกับวางสร้อยเพชรลงและเดินมานั่งลงที่ปลายเตียงข้างมารดา “ต่อไปเราจะได้ไม่มีมารขวางความสุขอีก”
พิมพ์ผกายิ้มร้ายออกมาพร้อมกับเอื้อมมือไปกุมมือลูกสาว
“ตาแก่นั่นกันเราจะตายไป แต่ถึงยังไงสักวันก็ต้องมีโอกาสเป็นของเรา”
เมื่อได้ยินมารดาพูดเช่นนั้นแล้วเกตุมณีก็เหยียดยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน เพื่อความสุขสบายบนกองเงินกองทองที่มีใช้ทั้งชีวิต พิมพ์ผกาไม่ต้องการให้เสียมันไป...
“แล้ววันนี้แกไม่ออกไปทำงานหรือไง” พิมพ์ผกาเอ่ยถามขึ้น
“จะไปทำหรือไม่ไปทำก็ไม่ต่างกัน แค่ตำแหน่งเล็กๆ แบบนั้น ถ้าเพื่อนของณีมาเห็นอายแย่เลย” เกตุมณีพูดด้วยสีหน้าขยะแขยง เพราะตำแหน่งของเธอควรจะได้มากกว่าพนักงานบัญชีธรรมดาในบริษัทเสียอีก อีกทั้งเธอเองก็จบมาจากมหา’ลัย ชื่อดัง ก็ต้องได้รับตำแหน่งที่เหมาะสมสักหน่อย แต่ทว่าตาแก่นั่นกลับให้เป็นแค่พนักงานเงินเดือนธรรมดา ให้ตายสิ! ชาตินี้ก็ไม่มีทางทำอีกแน่ๆ สู้อยู่บ้านผลาญเงินมันไปวันๆ ดีกว่า ซะอีก
“เรื่องของแก ถึงยังไงอีกหน่อยบริษัทของมันก็จะเป็นของสองเราแม่ลูก” พิมพ์ผกาพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา
“ใช่ค่ะ ถึงตอนนั้น ณีจะเฉกหัวสองพ่อลูกนั่นออกจากบ้านซะ!” เกตุมณียิ้มออกมาอย่างมีความสุขกับความคิดและสิ่งที่วาดฝัน
นานเท่าไหร่แล้วที่นั่งอยู่แบบนี้โดยไม่ลุกไปไหน...
ดวงตากลมส่งสายตามองไปทางหน้าต่างในยามเย็น ท้องฟ้าสีส้มส่องแสงสว่างผ่านเข้ามา ความเงียบสงบไม่ได้ทำให้ความสับสนกระวนกระวายภายในใจลดลงไปเลยสักนิด ทั้งๆ ที่อยู่เพียงลำพังมาทั้งวันแล้ว แต่เรื่องเกี่ยวกับตัวเองก็นึกอะไรไม่ออกและจำไม่ได้เลย
ปิ่นกานต์ละสายตาจากภายนอกพร้อมกับก้มหน้าลงพลางถอนหายใจออกมา ในขณะที่ประตูห้องนั้นค่อยๆ ถูกเปิดออก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอีกครั้งหนึ่งและหันไปมองผู้ที่เดินเข้ามาใหม่ ใบหน้าและรอยยิ้มไม่คุ้นเคยเลยสักนิด ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับส่งยิ้มให้
หญิงสาวกะพริบตามองด้วยความงุนงง ชายหนุ่มเดินเข้ามาอยู่ข้างเตียงพร้อมกับวางกระเช้าดอกไม้ที่โต๊ะหัวเตียง แล้วหันมามองคนป่วยก่อนจะมือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นพร้อมกับเอื้อมมาสัมผัสที่ปอยเส้นผมแผ่วเบา
“ไม่ได้เจอกันนานนะ”
ปิ่นกานต์กะพริบตามองชายตรงหน้าที่ทำท่าทีเหมือนว่ารู้จัก...หญิงสาวเอียงคอมอง ดวงตาใสซื่อจ้องมองรอคำตอบ ผู้ชายคนนี้รู้จักเธอด้วยสินะ แต่ว่า...
“คุณเป็นใครคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้น
ท่าทีของอีธานชะงักลงไปสักพักหนึ่ง แม้จะทำใจแล้วว่ามันคงนานเกินที่จะจำเขาได้จริงๆ เสียด้วย...รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากพร้อมกับมือค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ
จะว่ายังไงดีนะ...เขารู้สึกผิดหวังอยู่ใช่หรือไม่?
“อันที่จริงแล้ว ฉันเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นใคร เพราะฉะนั้นแล้ว...คุณไม่ต้องเสียใจหรอกนะคะ”
หญิงสาวหันมายิ้มให้ดวงตากลมยังคงสดใสอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
ชายหนุ่มมองด้วยความแปลกใจ และสะอึกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ...อุบัติเหตุอาจทำให้หญิงสาวความจำเสื่อม?
“งั้นเหรอ?” ชายหนุ่มขานรับสั้นๆ ใบหน้านิ่งเรียบ ทว่าแววตากลับแสดงถึงความอ่อนโยนออกมาอย่างชัดเจน ลึกๆ ในใจก็รู้สึกเสียดายที่เด็กแก่แดดดันความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้เลย
“เอ่อ...แล้วคุณกับฉันรู้จักกันแบบไหนเหรอคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นเผื่อว่าจะนึกอะไรบางอย่างออกเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้บ้างก็ได้ สักนิดมันก็ดี “เผื่อบางทีฉันจะพยายามนึกมันน่ะค่ะ”
อีธานนิ่งเงียบไปสักพัก นัยน์ตาคมมองหญิงสาวตรงหน้าที่ใจเฝ้ารอมานาน นั่นสินะ...รู้จักกันแบบไหน เพื่อนสนิทสมัยเด็กหรือว่า...
“สามี”
